fbpx
Just-in-Time (JIT)

มารู้จักกับ “Just-in-Time” (JIT) ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดีของ TOYOTA

มารู้จักกับระบบการผลิตแบบทันเวลาหรือ "Just-in-Time" ซึ่งจะให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

ในอุตสาหกรรมปัจจุบัน ที่แข่งขันการอย่างมากมายและดุเดือด หลายๆ บริษัทต้องปิดตัวลงเพราะแบกรับกับค่าใช้จ่ายในการผลิตไม่ไหว โดยที่มาของค่าใช้จ่ายเหล่านั้นอาจจะมาจาก ค่าวัตถุดิบ ค่าจ้างพนักงาน ค่าดำเนินงานของเครื่องจักรในการผลิต และอีกค่าใช้จ่ายที่จะละเลยไม่ได้เลยคือค่าใช้จ่ายที่เกิดจาการการมีสินค้าคงเหลือในคลังสินค้า เพราะจากการผลิตที่ไม่สมดุลกับความต้องการของท้องตลาดในเวลานั้น ทำให้เงินสดของผู้ประกอบการหลายๆคน ต้องจมไปกับสินค้าคงคลังเหล่านั้น จนทำให้บางทีเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ประกอบการสูญเสียกำไร หรือบางทีอาจจะทำให้ขาดทุนได้เลย ดังนั้นปัญหาเหล่านี้ มีกรรมวิธีที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ คือ “ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just-in-Time Production System : JIT)”

ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี (Just-in-Time Production System: JIT) คืออะไร?

JIT คือ ระบบวิธีการจัดการการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมทั้งลดการผลิตที่เกินความจำเป็น โดย JIT นั้นจะเป็นการผลิตให้กับลูกค้า โดยใช้ความต้องการของลูกค้าเป็นตัวกำหนดจำนวนการผลิตและวัตถุดิบที่ต้องใช้ในการผลิต โดยสิ่งของหรือบริการที่ผลิตในแต่ละขั้นตอนจะมีจำนวนพอดีสำหรับงานนั้น และไม่ต้องเสียเวลาหยุดชะงักจากการรอสิ่งของจากกระบวนการก่อนหน้า ซึ่งจะทำให้ไม่มีวัสดุคงคลังที่ไม่จำเป็นในรูปของวัตถุดิบ (Raw Material) งานระหว่างทำ (Work In Process) และสินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) กลายเป็นศูนย์ โดยวัตถุประสงค์ของการผลิตแบบทันเวลาพอดีคือ

       1. ต้องการควบคุมวัสดุคงคลังให้อยู่ในระดับที่น้อยที่สุดหรือเท่ากับศูนย์ (Zero Inventory)

       2. ต้องการลดเวลานำหรือระยะเวลารอคอยในกระบวนการผลิตให้น้อยที่สุดหรือเท่ากับศูนย์ (Zero Lead Time)

       3. ต้องการขจัดปัญหาของเสียที่เกิดขึ้นจากการผลิตให้เป็นศูนย์ (Zero Failures)

       4. ต้องการขจัดความสูญเปล่าในการผลิต เช่น การผลิตมากเกินไป การรอคอย การขนส่งระยะทางที่มากเกินไป กระบวนการผลิตที่ขาดประสิทธิภาพ การมีวัสดุหรือสินค้าคงคลังเก็บไว้มากเกินความจำเป็น การเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นของผู้ปฏิบัติงาน และผลิตภัณฑ์ไม่มีคุณภาพ

ประวัติความเป็นมาของ JIT 

ระบบการผลิตแบบ JIT นั้น คิดค้นโดย มร.ไทชิ โอโนะ แห่ง TOYOTA โดยเริ่มจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลจากสงครามทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีทรัพยากรค่อนข้างน้อย ดังนั้นทาง TOYOTA จึงเล็งเห็นว่าการผลิตอะไรที่ไม่เป็นที่ต้องการของลูกค้าคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ หลังจากนั้นทีมบริหารของ TOYOTA ได้มีโอกาสไปดูงานที่ ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้เห็นวิธีการจัดการของสินค้าในร้านซูเปอร์มาร์เก็ต (Piggly Wiggly) ที่นั้น ในร้านจัดการสินค้าต่างๆ โดยหากมีสินค้าไหนบนชั้นวางที่ถูกลูกค้าเลือกซื้อไปจนหมด ทางร้านจะรีบติดต่อ Supplier เพื่อนำของนั้นมาเติมบนชั้นอย่างรวดเร็ว เมื่อได้เห็นดังนั้น ทีมบริหารของ TOYOTA จึงเกิดแรงบันดาลใจ และได้นำมาปรับใช้ให้เข้ากับองค์กรของ TOYOTA มากขึ้น จนท้ายที่สุดจึงเกิดเป็นระบบการผลิตแบบ JIT ที่ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

แนวคิดในการจัดการระบบการผลิตแบบ JIT 

แนวคิดในการจัดการผลิตแบบ JIT นั้นเป็นวิธีการคิดในการจัดการการผลิตที่แตกต่างและตรงข้ามกับแบบเดิม (Traditional Manufracturing) โดยในการเป็นการคิดแบบ Reversing Concept ของแนวการผลิตแบบดั้งเดิม โดยในการปรับใช้กระบวนการผลิตแบบ JIT มีแนวคิดหลักๆในการด้วยกัน 3 ข้อ คือ

1.ขายก่อนทำทีหลัง (Sell it then Make it)

วิธีการคิดแบบ JIT นั้น จะเป็นการที่เราขายของให้กับลูกค้าก่อนแล้วจึงนำความต้องการต่างๆ ของลูกค้านั้นมาผลิตเป็นสินค้าตามที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดการผลิตแบบดั้งเดิม ที่ผลิตออกมาก่อนแล้วค่อยนำไปขายให้กับลูกค้า ซึ่งการผลิตแบบผลิตออกมาก่อนแล้วค่อยนำไปขายแบบเดิมนั้น มีโอกาสที่สินค้าที่ผลิตมาอาจจะไม่เป็นที่ต้องการของตลาด หรือมีสินค้างเหลือในคลังสินค้ามาก ทำให้ค่าใช้จ่ายหรือเงินที่ใช้สำหรับการผลิตนั้นจมลง โดยไม่เกิดผลตอบแทนกลับมา จนทำให้บางทีกำไรลดลงหรือขาดทุนได้

2.คิดย้อนหลัง  (Think Backwards)

การคิดย้อนหลังในวิธีการจัดการผลิตแบบ JIT เป็นวิธีการคิดหลังจากที่เราทราบว่าลูกค้าต้องการอะไรโดยนำสิ่งที่ลูกค้าต้องการมาวางแผนในการผลิต โดยเป็นการวางแผนย้อนกลับ ทำให้เรารู้ว่าในขั้นตอนการผลิต ขั้นตอนใดเป็นขั้นตอนที่จำเป็นและขั้นตอนใดเป็นขั้นตอนที่ไม่จำเป็นในการผลิต ทำให้สามารถตัดขั้นตอนเหล่านั้นทิ้งได้ และช่วยลดค่าใช้จ่ยในการผลิตอีกด้วย ซึ่งแตกต่างจากวิธีคิดในการผลิตแบบเดิม ที่มุ่งเน้นไปที่การผลิตทุกขั้นตอน โดยสุดท้ายอาจจะได้สินค้าหรือบริการที่เกินความต้องการของตลาดหรือเป็นสินค้าที่ไม่ได้เป็นที่ต้องการของลูกค้า

3.ใช้หลักการ ดึง (Pull) แทนที่การผลัก (Push)

ในการผลิตแบบดั้งเดิม วิธีที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน คือ “การผลัก (Push)”  โดยเป็นการผลิตแบบตามสายพานการผลิตเป็นฐาน (station) โดยเป็นขั้นตอนเป็นตอนไป ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ โดยการผลิตแบบนี้มีข้อดีคือ การที่แต่ละฐาน (station) สามารถโฟกัสงานที่ต้องทำและสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว แต่การผลิตแบบนี้ก็มีข้อเสีย เช่นกัน คือจะทำให้สายการผลิต ค่อนข้างยาวมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ความต้องการของผู้บริโภคเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการผลิตแบบนี้จะไม่สามาถปรับตัวตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงตรงนั้นได้ ทำให้ในบางครั้งของที่ผลิตออกมา ไม่สามารถขายได้ หรือต้องเป็นสินค้าคงเหลือในคลังสินค้า หรือสินค้าที่อยู่ในระหว่างขั้นตอนการผลิต (work in process) โดยในบางทีอาจสูงถึง 70% ของมูลค่าการผลิตก็เป็นได้ 

ซึ่งหลักการผลิต “แบบดึง (Pull)” จึงมีความยืดหยุ่นมากกว่า เพราะเป็นการผลิตที่ตามความต้องการของลูกค้าและมีสายการผลิตที่สั้นกว่า ทำให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงอยูาตลอดเวลา และไม่เกิดสินค้าคงเหลือในคลังสินค้า

วิธีการปรับระบบ JIT นำมาใช้ในองค์กร

1.เครื่องจักร (Machine)

ในระบบการผลิตแบบ JIT จะเน้นไปที่การใช้เครื่องจักรขนาดเล็กๆ จำนวนมาก คุณภาพดีที่มีราคาไม่แพง เพื่อที่จะสามารถปรับไปตามความต้องการของลูกค้าได้ ซึ่งแตกต่างกับแบบดั้งเดิมที่ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ เพราะต้องผลิตให้ทันกับสายพานการผลิตที่มีขนาดยาว

2. มีสมรรถนะสำรอง (Spare Capacity)

ในการผลิตแบบ JIT จะไม่ใช้เครื่องจักรเต็มกำลังการผลิต เพื่อสำรองไว้สำหรับการเปลี่ยนแปลง หากเกิดการเปลี่ยนรูปแบบการผลิตในอนาคต เพราะในการผลิตแบบดั้งเดิมนั้น เราจะเน้นใช้เครื่องจักรที่ซื้อมาอย่างเต็มกำลังการผลิต โดยในบางครั้งหากเกิดการเปลี่ยนแปลงภายหลัง ก็ไม่สามารถดำเนินการผลิตใหม่ได้ 

3.ผลิตจำนวนน้อย (Small Batch Production)

ด้วยวิธีการผลิตแบบขึ้นกับความต้องการของลูกค้า ทำให้การผลิตแบบ JIT ไม่จำเป็นต้องผลิตสินค้าออกมาเกินความจำเป็น โดยสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเปลี่ยนแปลงของลูกค้า และเนื่องจากผลิตออกมาเป็นจำนวนน้อย ทำให้ความเสี่ยงต่อการมีสินค้าคงเหลือจากการผลิตก็น้อยลงตามไปด้วย

4.มีความยืดหยุ่นทางด้านพนักงาน (Employee Flexibility)

ในการผลิตแบบ JIT พนักงานที่ปฏิบัติการในการผลิตแบบนี้ จะมีความยืดหยุ่นค่อนข้างสูง โดยจะสามารถปรับเปลี่ยนไปทำงานได้หลากหลายรูปแบบงานตามสินค้าที่ลูกค้าต้องการ โดยการทำงานในลักษณะนี้ พนักงานจะต้องทำงานได้อย่างหลากหลายมากกว่าแบบดั้งเดิม แบบที่พนักงานคนเดิมจะสามารถทำงานได้อย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนไปทำงานอื่นได้

5.ผู้บริหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต (Managerial Involvement in Production)

ในวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม ผู้บริหารมักจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับขั้นตอนกระบวนการผลิต โดยปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการผลิตเดิม ซึ่งอาจจะแตกต่างกับวิธีการผลิตแบบ JIT เพราะในการผลิตแบบ JIT นั้นเน้นความยืดหยุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันที ทำให้ในกระบวนการผลิตอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งจำเป็นเป็นอย่างมากที่ผู้บริหารจะต้องเข้าไปดูและกระบวนการผลิตอย่างใกล้ชิด

6.พนักงานต้องรับผิดชอบในการบำรุงรักษาระบบการผลิต (Employee Responsibility)

ในกระบวนการผลิตปัญหาหลักๆในการที่ทำให้ขั้นตอนล่าช้า หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญ คือ เครื่องจักร เพราะเมื่อทำการผลิตอาจจะต้องมีการซ่อมบำรุงเครื่องจักร โดยตามขั้นตอนการผลิตแบบเดิม การซ่อมแซมเครื่องจักรนั้น จะต้องถูกส่งไปที่ส่วนกลางเพื่อแก้ไข ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่ 80 % ของปัญหาเหล่านั้นเป็นเพียงปัญหาเล็กๆ ที่สามารถแก้ไขได้ทันที ดังนั้นหากมีพนักงานที่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างทันที จะช่วยลดเวลาไปได้เป็นจำนวนมาก

7.บำรุงรักษาแบบป้องกัน (Preventive Maintenance)

ในการผลิตแบบ JIT จะพยายามป้องกันงานที่เกี่ยวกับการบำรุงซ่อมแซม โดยวางแผนอย่างรอบคอบ ตั้งแต่การเลือกซื้อเครื่องจักรโดยเลือกถึงการใช้งาน เพื่อไม่ให้เกิดการเสียเวลากับการซ่อมบำรุงในอนาคต ซึ่งแตกต่างกับการผลิตแบบดั้งเดิมที่มองปัญหาเหล่านี้ว่าต้องเกิดอยู่ดี

8.ใช้ระบบป้อนวัตถุดิบแบบทันเวลา (Just-in-Time Supplier)

ระบบ JIT จะซื้อวัตถุดิบจากแหล่งเดียว โดยเลือกแหล่งที่มีคุณภาพดีที่สุดและพัฒนาความสัมพันธ์กับคู่ค้าในระยะยาว เช่น อาจมีการตกลงทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ไม่มีวัตถุดิบเมื่อมีความต้องการของลูกค้าเข้ามา

ประโยชน์ของการจัดการผลิตแบบ JIT

1. ลดค่าใช่จ่ายสำหรับการสั่งวัตถุดิบ

“เงินสด” คือสิ่งที่เป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดยในปัจจุบันหลายๆธุรกิจต้องพบเจอกับปัญหาเรื่องกระแสเงินสด เนื่องจากในอุตสาหกรรมการผลิต “เงินสด” ส่วนใหญ่ของผู้ประกอบการจะใช้ไปสำหรับการซื้อวัตถุดิบในการผลิต และใช้เวลานานในการขายให้กับลูกค้า หรือรอเก็บเงินจากลูกค้า ทำให้ขาดกระแสเงินสด ดังนั้นการผลิตแบบ JIT จะเข้ามาลดค่าใช้จ่ายสำหรับเงินที่ถูกใช้ไปจำนวนมากกับวัตถุดิบ

2.ลดค่าใช้จ่ายสำหรับสินค้าคงคลัง

ในการใช้วิธีการผลิตแบบ JIT จะช่วยลดสินค้าคงเหลือในคลังสินค้า เนื่องจากการผลิตที่ตามความต้องการของลูกค้า ทำให้จำนวนผลิตมานั้นไม่เหลือหรือเหลือน้อย โดยในบริษัทที่ปรับวิธีการผลิตแบบ JIT ไปใช้สามารถลดสินค้าคงเหลือในคลังสินค้าได้ 90 % ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายจากสินค้าคงเหลือได้มาก

3.ลดพื้นที่สำหรับเก็บสินค้า

เมื่อการผลิตแบบ JIT ทำให้การผลิตไม่เหลือสินค้าคงเหลือในคลังสินค้า อีกหนึ่งสิ่งที่ลดลงตามไปด้วย คือ การใช้พื้นที่ในการจัดเก็บสินค้า โดยจากเคสบริษัทในประเทศอังกฤษ ได้ใช้วิธีการผลิตแบบ JIT ผลลัพธ์ที่ได้ คือ สามารถลดพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้าได้ 33 % จากการมีสินค้าคงคลังที่ลดลง ทำให้บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายไปได้เพิ่มเติม

4.ลดค่าใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์ในการผลิต

เมื่อจำนวนสินค้าที่ผลิตผ่านกระบวนการผลิตแบบ JIT ดังนั้นสินค้าที่ผลิตออกมามีจำนวนไม่มาก โดยทำให้เราสามารถเลือกเครื่องจักรที่เหมาะสมในราคาที่ถูกลงมาได้ และไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรที่หนักและมีค่าใช้จ่าสูงในการผลิต ทำให้ผู้ประกอบการสามารถลดค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้ได้ และสามารถวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายในซ่อมบำรุงภายหลังได้

5.ลดระยะเวลา Lead Time

กรรมวิธีการผลิตแบบ JIT อีกหนึ่งจุดเด่นของกรรมวิธีแบบ JIT คือ เรื่องของการลดระยะเวลาในการดำเนินงาน โดยเนื่องจากการมี Supplier ที่พร้อมส่งของให้ตามการซื้อขาย ทำให้ทางบริษัทมีของที่พร้อมกับความต้องการของลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ทำให้หากลูกค้าต้องการสินค้า หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสินค้า ก็พร้อมสำหรับการผลิตอยู่ตลอด และไม่พลาดโอกาสต่างๆที่เกิดขึ้น

6.ลดขั้นตอนการวางแผนการผลิตที่ยุ่งยากด้วย Kanban

ด้วยกรรมวิธีในการปฏิบัติงานแบบ Kanban (ระบบ Kanban คือระบบการใช้ บัตร ป้าย หรือกระดานบันทึกสั้นๆ ในระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี โดยคนงานที่อยู่ในขั้นตอนถัดไปจะนำชิ้นส่วนมาจากขั้นตอนก่อนหน้าตน โดยทิ้งคัมบังไว้โดยระบุไว้ในคัมบังนั้นว่า ตนได้นำชิ้นส่วนไปจำนวนเท่าไร เมื่อใช้ชิ้นส่วนหมดแล้ว ก็ส่งคัมบังแผ่นเดิมกลับไปยังขั้นตอนก่อนหน้าตนเพื่อส่งชิ้นส่วนเพิ่มเติม ดการใช้คัมบังนี้คือส่วนที่สำคัญที่สุดของระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี ดังนั้น ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “คัมบัง” โดยบริษัทโตโยต้ามอเตอร์นำมาใช้เป็นบริษัทแรก เพื่อลดค่าใช้จ่าย และลดการสูญเสียที่เกิดจากการเก็บชิ้นส่วนที่ไม่ได้ใช้ไว้มากเกินความจำเป็น หลักการสำคัญของระบบนี้คือ คนงานแต่ละคนจะรับปริมาณชิ้นส่วนเท่าที่จำเป็นของตนเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องเก็บรักษาชิ้นส่วนที่เกินความจำเป็นเอาไว้) จะช่วยในการสั่งงานที่ยุ่งยากและซับซ้อนให้ง่ายขึ้น และสามารถบริหารวัตถุดิบที่มีอยู่ตามความต้องการและสามรถวางแผนการซื้อของจาก Supplier ได้อย่างแม่นยำ

รูปภาพจาก greedisgoods.com

7.เพิ่มคุณภาพของสินค้า

ด้วยการผลิตตามความต้องการของลูกค้า และมีจำนวนต่อครั้งที่ผลิตไม่เยอะมาก ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพของสินค้าที่ทำการผลิตได้ดีขึ้น ทำให้สินค้าหรือบริการที่ผลิตออกมานั้น มีคุณภาพที่สูงกว่าการผลิตแบบดั้งเดิม เพราะการผลิตแบบดั้งเดิมจะเป็นการผลิตแบบ Mass Production มากกว่า(การผลิตเน้นจำนวนมาก) โดยคุณภาพของสินค้าหรือบริการที่ผลิตด้วยกรรมวิธีแบบ JIT มีคุณภาพดีขึ้น 25 %

8.เพิ่มความสามารถในการผลิต

การผลิตแบบ JIT นั้น เป็นการผลิตแบบทันเวลาทันที ที่มีลูกค้าต้องการสินค้า ดังนั้นทำให้ผู้ประกอบการที่ใช้กรรมวิธีการผลิตแบบ JIT มีความสามารถในการผลิตที่ค่อนข้างสูง เพราะมีวัตถุดิบ และเครื่องจักรที่พร้อมเสมอต่อความต้องการของลูกค้า โดยใช้เวลาไม่นาน สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่ต้องรอ Lead time หรือขั้นตอนอื่นๆที่อาจจะทำให้เสียเวลา

9.ปัญหาต่างๆ ถูกแก้อย่างรวดเร็ว

หลายๆครั้งในอุตสาหกรรมการผลิต จะต้องพบเจอกับปัญหาระหว่างการผลิตทำให้ต้องหยุดชะงักในส่วนการผลิตไป ซึ่งกินเวลาในการแก้ไขมากน้อยไปตามลักษณะของปัญหา โดยในบางครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถแก้ไขที่หน้างานได้ อาจจะต้องส่งต่อไปที่แผนกอื่นๆให้จัดการ แต่การกระบวนการผลิตแบบ JIT นั้น ก็สามารถพบเจอปัญหาได้เหมือนกัน แต่ปัญหาเหล่านั้นจะถูกให้ความสำคัญและรีบดำเนินแก้ไขที่หน้างานโดยเร็วที่สุด เพื่อทำให้ขั้นตอนในการผลิตสามารถดำเนินต่อได้ทันที

10.พนักงานได้รับอำนาจในการทำงาน

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการปรับใช้ กระบวนการผลิตแบบ JIT ให้สำเร็จได้นั้น อีกหนึ่งปัจจัย คือ พนักงาน ในบริษัท โดยในกระบวนการผลิตแบบ JIT นั้น พนักงานมีส่วนสำคัญอย่างมากในขั้นตอน โดยให้อำนาจในการทำงานให้กับพนักงานแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่ การเริ่มต้นวางแผน การดีไซน์ และกระบวนการผลิต โดยให้อำนาจในการตัดสินใจเพื่อให้แต่ละขั้นตอนใช้เวลาน้อยลง และได้งานออกมาอย่างรวดเร็วที่สุดตามความต้องการของลูกค้า

ที่มา

https://leanmanufacturingtools.org/just-in-time-jit-production/

https://www.planview.com/resources/guide/what-is-lean-manufacturing/just-in-time-manufacturing/
การทำการตลาดยุคโควิดสำหรับธุรกิจอุตสาหกรรม
Uncategorized @th
kanyakorn

วิธีเอาตัวรอดของธุรกิจอุตสาหกรรม จะการทำตลาดอย่างไรดีในยุคโควิด 19 ?

บริษัทโตโยโกอยากจะมาเล่าแชร์ประสบการณ์การทำธุรกิจและการทำการตลาดในยุคโควิด 19 ที่ยาวนานมาแรมปี ซึ่งพวกเราคิดว่าน่าจะเป็นผลดีให้กับเพื่อนร่วมอุตสาหกรรมการผลิต การบริการ รวมถึงผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดนี้

Read More »
หลังคาบ้านรั่วซึม
B2C
kanyakorn

ปัญหาหลังคาบ้านรั่วเรื้อรังเกิดจากอะไร? มีวิธีแก้ยังไงได้บ้าง

ปัญหาหลังคาบ้านรั่วซึมเรื้อรัง ซ่อมเท่าไหร่ก็ไม่หายขาด รู้สาเหตุที่ทำให้หลังคาบ้านรั่ว พร้อมวิธีแก้ไขอย่างยั่งยืน

Read More »